....คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนรอบข้างบ้างไหม
...คุณเคยรู้สึกโดดเดี่ยวทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนมากมายบ้างไหม
...และเคยไหมที่คนว่าคุณบ้า เพียงเพราะความคิดแปลกประหลาดต่างจากคนอื่น
หากคุณตอบว่าเคย...คุณก็คงไม่ต่างจากเด็กชายหัวฟูที่ยืนหมองหม่นอยู่บนโปสเตอร์เรื่อง Vincent เท่าใดนัก
Vincent เป็นผลงานอนิเมชั่นขนาดสั้นสีขาวดำเรื่องแรกของทิม เบอร์ตัน สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1982 โดยใช้เทคนิค Stop-Motion ในการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยจินตนาการหลอนและหมองหม่น ตลกแบบร้ายๆตามสไตล์ฝรั่ง และความเจ็บปวดอันงดงามต่างจากอนิเมชั่นเรื่องอื่นในช่วงเวลาเดียวกันที่มักเน้นสีสันและความสุขสมหวังเมื่อถึงตอนจบของเรื่อง
ตัวเอกในเรื่องนี้คือ วินเซนต์ มัลฟอย...เด็กชายวัยเจ็ดขวบผู้เรียบร้อย รักศิลปะ รักสัตว์และดนตรี
กลายเป็นตัวประหลาดเมื่อเขาหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือรวมบทกวีและเรื่องสั้นแนวลึกลับของเอ็ดการ์ อัลลัน โพ
วินเซนต์ มัลฟอย VS. วินเซนต์ ไพรซ์
และสร้างโลกแห่งจินตนาการโดยสวมบทบาทเป็นวินเซนต์ ไพรซ์...ราชาแห่งหนังสยองขวัญผู้เป็นฮีโร่ในดวงใจของเขา
ในขณะที่เด็กคนอื่นพอใจเพียงแค่ได้วิ่งเล่นสนุกนานในทุ่งหญ้า...วินเซนต์พอใจกับการสมมุติตนเองเป็นบุรุษที่ตนเองคลั่งไคล้แล้ววางแผนก่ออาชญากรรมโหดในโลกแห่งจินตนาการอันบรรเจิด
โลกแห่งความจริงแตกต่างจากโลกแห่งความฝันสีขาวดำโดยสิ้นเชิง...ที่นี่มีบรรยากาศมืดมน อึมครึมชวนขนลุกเช่นเดียวกับโทนเรื่องหนังสยองส่วนใหญ่
วินเซนต์ผู้อ่อนโยนกลายเป็นคนโฉดที่จับป้าผู้แสนดีจุ่มลงในถังน้ำขี้ผึ้งที่เดือดจัดเพื่อไปเป็นสมบัติในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งส่วนตัวของเขา(เหมือนหนัง House of Wax)
จับสุนัขน่ารักของตัวเองมาทำการทดลองเพื่อเปลี่ยนให้มันกลายเป็นสุนัขผีดิบน่าเกรงขามแล้วพามันออกตระเวนไปในยามค่ำคืนที่หมอกลงจัดเพื่อจัดการล่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมาเซ่นสังเวย
หรือแม้แต่จับภรรยาสาวแสนสวยฝังทั้งเป็นในหลุมศพเพื่อรักษาสภาพความงามของเธอเอาไว้ชั่วนิจนิรันดร
อิทธิพลจากหนังสือและหนังสยองขวัญของวินเซนต์ ไพรซ์สร้างเด็กชายคนใหม่ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่แสดงศักยภาพของสมองที่สามารถสร้างแผนการไร้ขีดจำกัด...สร้างฉากและตัวละครพิลึกพิลั่นไปจนถึงปลดปล่อยอารมณ์ของตนเองออกมาเต็มที่...เขาไม่ได้แค่สมมุติตัวเองแต่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นวินเซนต์ ไพรซ์ และนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ
ด้วยความฉลาดทางความคิดทำให้เขาไม่รู้สึกสนุกสนานกับการเล่นไปวันๆหนึ่ง...เขารู้สึกถึงความแตกต่าง จึงหลีกหนีโลกของเด็กทั่วไปด้วยการสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมาแทนที่ ไม่มีใครเข้าใจในความคิดของเขา ไม่มีใครยอมรับสิ่งที่เขาเป็น แม้แต่พ่อแม่ของเขาเองยังต่อต้านไปจนถึงตำหนิโลกจินตนาการสีหม่นอันสวยงามแล้วพยายามผลักดันลูกให้กลับสู่ความเป็นเด็กปกติ เพราะไม่มีใครอยากมีลูกเป็นบ้าในสายตาตนเองและคนอื่น
ในตอนท้ายของเรื่อง วินเซนต์ถูกลงโทษให้อยู่ในห้องเพียงลำพัง ก่อนที่จินตนาการจะพาเขาให้กลายร่างเป็นวินเซนต์ ไพรซ์ที่ถูกจองจำในความมืดกับภาพวาดภรรยาที่แขวนอยู่ ทันใดนั้นเขาก็เห็นสุนัขผีดิบของตนเอง ได้ยินเสียงเพรียกจากสุสานที่ฝังร่างของภรรยา เหล่าดวงวิญญาณร้ายที่ถูกเขาฆาตกรรมตามหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน
เขาเจอประตูที่จะหนีจากสถานการณ์ทั้งหลายที่ตามล่าเขา...แต่สุดท้ายเขาก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นด้วยลมหายใจรวยริน เอ่ยบทกวีจากนักเขียนคนโปรดของตนเองพร้อมกับนัยน์ตาที่ปิดสนิทปล่อยให้ร่างของเขาถูกกลืนกินจนไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความมืดดับเท่านั้น
ฉันไม่อาจรู้ว่าวินเซนต์สิ้นลมหายใจไปพร้อมกับเงามืดนั้นหรือไม่...ทว่าการล้มลงไปนอนคว้างอยู่กับพื้นพร้อมกับโลกจินตนาการอันตื่นเต้นที่เขาเสกสรรค์มาก็หายลับทำให้ฉันสังหรณ์ใจว่าเขาตายลงเสียแล้ว สิ้นใจจากโลกสวยงามของตนเองเพื่อกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ทุกคนต้องการให้เขาดำเนินชีวิตอยู่
...เขาเพียงตายแค่จินตนาการเดิมเพื่อไปสู่จินตนาการใหม่ หรือ ตายด้วยการถูกปิดกั้นจนความฝันทั้งหลายเหือดหายไปกลายเป็นชีวิตที่ติดกับดักในโลกแห่งความจริงที่ทุกสิ่งพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ว่าเขาจะจากโลกความฝันอันสวยงามใบนั้นไปอย่างไรก็ตาม มันได้ก่อคำถามในใจขึ้นมาว่า...การที่ผู้ใหญ่หรือคนส่วนมากใช้ความคิดเห็นที่คนหมู่มากลงมติว่าคือความถูกต้อง คือความปกติ เป็นหลักในการทำลายจินตนาการสุดวิเศษของเด็กคนหนึ่งด้วยกลัวเขาจะกลายเป็นบ้า คือ สิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ
ผู้ใหญ่ตัดสินให้วินเซนต์บ้าทั้งที่ความเป็นจริงเขาเพียงแค่มีอิสรภาพทางความคิดที่กว้างไกลเกินใครจะหยั่งถึง
หากมองอีกแง่มุมหนึ่งวินเซนต์ก็เหมือนเด็กอัจฉริยะ
บ้ากับอัจฉริยะมีความหมายคาบเกี่ยวกันทว่าการบรรลุเป้าหมายทางความคิดจนเกิดเป็นรูปร่างสำเร็จเท่านั้นจึงจะถูกขนานนามว่า อัจฉริยะ
วินเซนต์อยู่ในขั้นบ้าเพียงเพราะเขายังไม่มีโอกาสเติบโตขึ้นมาทำตามความฝัน...จากความที่ยังอายุน้อยทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่าสิ่งที่วินเซนต์เป็นคือปัญหาใหญ่ สิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายใช้จัดการกับเด็กประหลาดที่กลายเป็นปัญหาด้วยการทำลายความมั่นใจในจินตนาการ ตอกย้ำให้ตระหนักถึงสถานะที่แท้จริงของตนเองในฐานะเด็กปกติคนหนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้เด็กมีสิทธิคิดโดยมีตนเองคอยรับฟังและเสนอแนะในบางส่วนที่เด็กคิด
หลังจากหนังสั้นเรื่องนี้จบลง...ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในใจอีกว่า
ระหว่างถูกเรียกว่าบ้าทั้งที่มีความคิดมหัศจรรย์เกินกว่าใครเพียงแต่หาโอกาสทำให้มันสำเร็จไม่ได้
กับคนที่มีความคิดสุดอัศจรรย์แต่ถูกบังคับให้หยุดคิดถึงมันเพื่อปรับสภาพมาเป็นคนปกติที่มีความคิดดาษดื่นเพื่อไม่ให้ถูกหาว่าเป็นบ้า...รูปแบบไหนที่น่าเศร้ามากกว่ากัน
ถึงแม้คำตอบที่ออกมาจะเป็นเช่นไร...ตราบใดที่มนุษย์ชื่นชมมนุษย์ด้วยกันยามเห็นผลสำเร็จแล้วเท่านั้น
คนบ้าที่คิดแล้วทำไม่สำเร็จ จะคิดเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำก็ หรือไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดและลงมือทำต่อไปก็ไม่ได้แตกต่างกัน
คนบ้า...หากคนปกติหยั่งถึงความล้ำลึกในความคิดของเขาไม่ได้
คนบ้าก็ยังคงเป็นคนบ้าสำหรับคนอื่นอยู่ดี
edit @ 15 Feb 2009 01:17:46 by ม่านหมอก...