2009/Feb/15

...ศิลปินในประเทศไทยมีอยู่มากมายละลานตาเต็มไปหมด

...หลายคนมีโอกาสออกอัลบั้มแล้วก็หายไป หลายคนมีโอกาสได้ร้องเพลงสองสามเพลงแล้วก็หายไป

...แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะยืนอยู่ในวงการเพลงบ้านเราได้มากเท่ากับผู้ชาย(หรือเปล่า)คนนี้

หากคุณเป็นนักนอนดึกบริโภค สุขสันต์เกษมสำราญกับการดูโทรทัศน์ยามค่ำคืน โดยเฉพาะผู้มีจานแดงของเคเบิ้ลทีวีทั้งหลายคงไม่นิยมเปิดมาช่องธรรมดาที่ยามค่ำคืนจะไม่มีอะไรมากไปกว่ารายการเพลงและรายการเสนอขายสินค้า

ถ้าคุณเป็นประเภทนั่งดูแต่ช่องเคเบิ้ล...เราอยากจะบอกให้รู้ว่าคุณได้พลาดโอกาสสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง ประเทืองปัญญากับการรับชมรายการที่มีสาระที่สุดในโลกอย่างรายการเพลงลูกทุ่ง

มันอาจเป็นอะไรที่น่ารำคาญสำหรับผู้พิสมัยเพลงแนวอื่นที่ไม่ใช่ลูกทุ่ง...แต่ความครื้นเครงในการดูเอ็มวีที่เข้มข้นราวกับหลุดมาจากโลกของละคร ความเฮฮาในเอ็มวีที่เสี่ยวแดก ตลกขบขันไปจนถึงสร้างความอลังด้วยวิธีคิดฉากอลังแล้วให้แดนเซอร์มาเต้นกับนักร้อง(ดื่นดาษ)

นักร้องลูกทุ่งในวงการมีมากมายหลายแสนราวสรรพสัตว์ในทุ่งหญ้า แต่ใครละจะหาญกล้าสู้นักร้องหนุ่มจากเวทีนกน้อย อุไรพรที่ทั้งร้อง เล่น เต้น รำได้อย่างม่วนอกม่วนใจ๋

  

- - ปอยฝ้าย มายไอดอล - -

เขาคนนั้นก็คือ ปอยฝ้าย มาลัยพร สุดยอดไอดอลขวัญใจในวงเหล้า ร้องเพลงออกแนวหมอลำที่มีเนื้อหา - -" พูดไม่ออกบอกไม่ถูกแต่ฮาได้ใจ แสดงเป็นตลกในคณะนกน้อยอุไรพรก็ได้ ออกอัลบั้มมาก็หลายชุด โดยอัลบั้มก่อนเพลงที่สร้างกระแสและเรียกร้องให้ต้องติดตามได้แก่ เพลง กระเทยประท้วง

- -" ไม่ขอบรรยายดูเอาเอง

และอัลบั้มใหม่ล่าสุด เขากลับมาพรอมเพลงดังสนั่นทุ่ง นั่นคือ มันต้องถอน

 

- -" ไม่ขอบรรยายอีก จับตาดูแดนเซอร์ ที่ลีลา หน้าตา ท่าทางทุกสิ่งอย่างของแดนเซอร์และเพลงที่พอแปลเนื้อแล้วไม่เร้าใจเลยแม้แต่น้อย ต้องฟังแบบออริจิจึงจะได้สมดั่งจิต

 

สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรนอกจากอยากให้ทุกคนหันมาเปิดทีวีดูรายการเพลงลูกทุ่ง

แล้วจับตาดูเอ็มวีเพลงลูกทุ่ง ความเหมือนและความต่างในเอ็มวีเพลงเศร้า

คุณอาจได้ไอดอลเป็นสาวมาด แมกะแดนซ์ , กลุ่มจตุรทุ่ง(แมร่งคิดได้), หนูมิเตอร์ และอื่นๆนานานับไม่ถ้วน

ไร้สาระจริงๆฉัน

***

ปล.

- ประวัติความเป็นมาของปอยฝ้าย มาลัยพร เชิญที่ >> http://poowadon01.212cafe.com/archive/2007-05-07/5-10-2546-20-2545-46-47-78-10-400-400-0-0-0-8-tangyeekunghotmail-com

- วงเสียงอีสาน เป็นวงของนกน้อย อุไรพรที่สร้างชื่อให้กับปอยฝ้าย กรู๊ววววววววว

- ขอบพระคุณสำหรับรูปปอยฝ้าย ไม่ทราบเครดิตคนถ่าย ขออภัยด้วยค่ะ

 

edit @ 17 Feb 2009 02:06:40 by ม่านหมอก...

2009/Feb/14

 

...ความฝันเป็นสิ่งที่โผล่ออกมาจากจิตใต้สำนึก ในเวลาที่จิตสำนึกอ่อนแอ

...มนุษย์เป็นนักฝัน ภาพความฝันจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาในยามหลับแต่เมื่อลืมตาตื่นเรากลับจำความฝันที่แม่นยำได้เพียงเรื่องเดียวเสมอ

 

และและภาพความฝันที่จดจำได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินชาวลอนดอนอย่างเรย์ ซีซาร์นำมาใช้เป็นรูปแบบหนึ่งในการถ่ายทอดประสบการณ์จากความทรงจำ ความรู้สึก ให้อยู่ภายในโลกแห่งความฝันผ่านรูปแบบงานศิลปะที่เรียกว่า (โลวบราว อาร์ต )Lowbrow art

 

 

 

โลวบราว อาร์ตไม่ใช่ศิลปะแนวที่บ้านเราคุ้นเคยนัก หากจะให้คำจำกัดความที่เข้าใจได้ง่าย มันก็คือ ศิลปะที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นป็อบอาร์ตกับวัฒนธรรมทางศิลปะที่หลากหลายเชื้อชาติรวมถึงศิลปะตามท้องถนน ที่มีความโลดโผนจนหลุดโลกแห่งความจริงไป(เว่อร์กว่าป็อบอาร์ตมาก) โดยมีจุดกำเนิดที่แคลิฟอร์เนียในยุค 70 มีต้นแบบมาจากการ์ตูนใต้ดินและศิลปะแนวนี้เน้นการสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะไปจนถึงการเสียดสีสังคม

  โฉมหน้า Ray Caesar

 

เรย์ ซีซาร์ไม่ใช่ศิลปินที่คนไทยรู้จักมากนักแต่ความโดดเด่นในผลงานทำให้เขากลายเป็นศิลปินคนสำคั­คนหนึ่งและเหมาะแก่การเป็นต้นแบบของคนทั่วโลกที่สนใจศิลปะในแนวทางนี้

  

รูปสมัยเด็กกับครอบครัวที่เรย์มักบอกเสมอว่าตัวเขาเกิดมาตอนแรกเป็นสุนัข 

โดยชีวิตก่อนจะมาเป็นศิลปิน เขาเกิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษก่อนจะย้ายตามครอบครัวมาอยู่ในประเทศแคนาดา ด้วยความรักศิลปะทำให้เขาเข้าศึกษาต่อในสถาบันศิลปะจนกระทั่งจบการศึกษา

 

 จากนั้นก็เริ่มต้นอาชีพการเป็นสถาปนิก ก่อนจะกลายมาเป็นแพทย์ศิลปะในโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในโตรอนโต ก่อนจะตัดสินใจออกมาทำงานด้านการออกแบบตัวละครในงานอนิเมชั่นและผลิตสื่อทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ 

 แบบจำลองการสร้างงาน 

ด้วยความรู้ด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและ 3D ทำให้เขาสร้างงานงานศิลปะประเภทสื่อมีเดียส่วนตัว โดยนำภาพทั้งหมดออกมาจัดแสดงครั้งแรกในปี .. 2004 ซึ่งเอกลักษณ์ของเด็กสาวหัวโตริมฝีปากสีแดงจัดตัดกับสีขาวซีดของผิว มีร่างกายไม่สมประกอบเยี่ยงมนุษย์มากนักทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นที่เลื่องลือ

 

  

เสน่ห์ตรึงใจของเด็กสาวผู้นี้เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก ด้วยการนำอวัยวะของสัตว์ประหลาด หรือชิ้นส่วนโลหะมาเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายมนุษย์ ลักษณะของรอยเย็บตามลำคอ กล้ามเนื้อที่ห้อมล้อมด้วยเส้นเอ็น ไปจนถึงการเห็นอวัยวะภายในที่เหมือนจริงจนน่าสะพรึง บางครั้งเธอก็กลายเป็นผู้บั­ชาการภายในร่างหุ่นยนตฺ์ โดยทั้งหมดเหล่านี้เป็นความต้องการความปลอดภัยจากโลกภายนอกที่จ้องทำร้ายเธออยู่

 

  

สีหน้าที่แสดงออกให้ความรู้สึกตลกขบขัน เห็นถึงความแก่แดดแต่ยามสีหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นเฉยเมย นัยน์ตาคู่สวยจะสะท้อนตะกอนแห่งความทุกข์ในหัวใจเมื่อจ้องลึกลงไป

 

   

 

จากรูปร่างไปจนถึงความเคลือบแฝงทางจิตใจเป็นไปในรูปแบบพิสดารที่ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของโลก แต่ฉาหลังของภาพยังคงใช้ความงดงามจากโลกมนุษย์ ที่มีทั้งความหรูหรา ธรรมชาติที่สมบูรณ์ซึ่งล้วนเป็นความต้องการของมนุษย์ที่ฝักใฝ่กับความสมบูรณ์แบบและค่านิยมด้านวัตถุของมนุษย์

 

    

- บรรยากาศในโรงพยาบาลเด็กในประเทศแคนาดาที่เขาทำงานอยู่ -

 

ความฝันเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างงาน ในช่วงแรกเขานำความทรงจำเมื่อครั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นแพทย์ศิลปะในโรงพยาบาลที่ต้องจมอยู่กับการวาดภาพ ถ่ายรูป วินิจฉัยอาการเจ็บป่วยให้กับเด็กที่ถูกทารุณกรรม เด็กที่รักษาอาการป่วยด้วยเครื่องมือแพทย์สมัยเก่าที่น่าหวาดกลัวซึ่งกลั่นตัวเป็นความฝันที่เฝ้าคุกคามแม้จะลาออกจากงานมันก็ยังติดตามเขาอยู่

 

   

 

ความวิตกที่เด็กตกเป็นเหยื่อของผู้ให้ การเข้าถึงด้านมืดของมนุษย์รวมถึงการเข้าใจในสัจธรรมจากการสูญ­เสียบุคคลในครอบครัวที่เขารักจนเกิดเป็นความฝันทำให้เขาตั้งตนที่จะสร้างสิ่งที่สะท้อนความเลวร้ายในผู้คนในสังคมได้ตระหนัก นอกจากนั้นยังนำความไร้เดียงสาอันน่ารักน่าชังของเด็กมาสร้างรอยยิ้ม

 

 

แม้ในวันนี้ความฝันเก่าๆจะไม่มีผลกับเขาอีกแล้ว ขณะที่ชีวิตครอบครัวของเขาก็มีความสุขดี แต่เรย์ ซีซาร์ยังคงนำความฝันของตนเองมาสร้างเป็นงานศิลปะที่สวยงามแต่ชวนสยองในแนวทาง โลวบราวอาร์ตต่อไป โดยหวังว่างานของเขาจะมีส่วนสะกิดใจให้ผู้ชมผลงานคิด และลงมือทำสิ่งที่ดีเพื่อจรรโลงโลก จรรโลงสังคมให้ก้าวเดินต่อไปอย่างสงบสุข

 

ปล.

- หากสนใจผลงานของ RAY CAESAR สามารถติดตามไปที่ http://www.raycaesar.com

- คนดังที่สุดในแวดวงศิลปิลแนวนี้ในเวลานี้ คือ Mark Ryden แม้แต่คนไทยยังรู้จักดี

- หากสนใจประวัติของ Lowrow art หรือที่บางคนเรียกว่า POP Surreal สามารถไปอ่านได้ที่

http://en.wikipedia.org/wiki/Lowbrow_(art_movement)

อนึง ผิดพลาดประการใด มาเสริม มาเติม มาแต่งด่วนค่ะ

 

 

2009/Feb/09

 

 

....คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนรอบข้างบ้างไหม

...คุณเคยรู้สึกโดดเดี่ยวทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนมากมายบ้างไหม

...และเคยไหมที่คนว่าคุณบ้า เพียงเพราะความคิดแปลกประหลาดต่างจากคนอื่น

หากคุณตอบว่าเคย...คุณก็คงไม่ต่างจากเด็กชายหัวฟูที่ยืนหมองหม่นอยู่บนโปสเตอร์เรื่อง Vincent เท่าใดนัก

Vincent เป็นผลงานอนิเมชั่นขนาดสั้นสีขาวดำเรื่องแรกของทิม เบอร์ตัน สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1982 โดยใช้เทคนิค Stop-Motion ในการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยจินตนาการหลอนและหมองหม่น ตลกแบบร้ายๆตามสไตล์ฝรั่ง และความเจ็บปวดอันงดงามต่างจากอนิเมชั่นเรื่องอื่นในช่วงเวลาเดียวกันที่มักเน้นสีสันและความสุขสมหวังเมื่อถึงตอนจบของเรื่อง

ตัวเอกในเรื่องนี้คือ วินเซนต์ มัลฟอย...เด็กชายวัยเจ็ดขวบผู้เรียบร้อย รักศิลปะ รักสัตว์และดนตรี

 

กลายเป็นตัวประหลาดเมื่อเขาหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือรวมบทกวีและเรื่องสั้นแนวลึกลับของเอ็ดการ์ อัลลัน โพ

  

วินเซนต์ มัลฟอย VS. วินเซนต์ ไพรซ์

และสร้างโลกแห่งจินตนาการโดยสวมบทบาทเป็นวินเซนต์ ไพรซ์...ราชาแห่งหนังสยองขวัญผู้เป็นฮีโร่ในดวงใจของเขา

ในขณะที่เด็กคนอื่นพอใจเพียงแค่ได้วิ่งเล่นสนุกนานในทุ่งหญ้า...วินเซนต์พอใจกับการสมมุติตนเองเป็นบุรุษที่ตนเองคลั่งไคล้แล้ววางแผนก่ออาชญากรรมโหดในโลกแห่งจินตนาการอันบรรเจิด

โลกแห่งความจริงแตกต่างจากโลกแห่งความฝันสีขาวดำโดยสิ้นเชิง...ที่นี่มีบรรยากาศมืดมน อึมครึมชวนขนลุกเช่นเดียวกับโทนเรื่องหนังสยองส่วนใหญ่ 

วินเซนต์ผู้อ่อนโยนกลายเป็นคนโฉดที่จับป้าผู้แสนดีจุ่มลงในถังน้ำขี้ผึ้งที่เดือดจัดเพื่อไปเป็นสมบัติในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งส่วนตัวของเขา(เหมือนหนัง House of Wax)

จับสุนัขน่ารักของตัวเองมาทำการทดลองเพื่อเปลี่ยนให้มันกลายเป็นสุนัขผีดิบน่าเกรงขามแล้วพามันออกตระเวนไปในยามค่ำคืนที่หมอกลงจัดเพื่อจัดการล่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมาเซ่นสังเวย

หรือแม้แต่จับภรรยาสาวแสนสวยฝังทั้งเป็นในหลุมศพเพื่อรักษาสภาพความงามของเธอเอาไว้ชั่วนิจนิรันดร

อิทธิพลจากหนังสือและหนังสยองขวัญของวินเซนต์ ไพรซ์สร้างเด็กชายคนใหม่ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่แสดงศักยภาพของสมองที่สามารถสร้างแผนการไร้ขีดจำกัด...สร้างฉากและตัวละครพิลึกพิลั่นไปจนถึงปลดปล่อยอารมณ์ของตนเองออกมาเต็มที่...เขาไม่ได้แค่สมมุติตัวเองแต่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นวินเซนต์ ไพรซ์ และนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ

ด้วยความฉลาดทางความคิดทำให้เขาไม่รู้สึกสนุกสนานกับการเล่นไปวันๆหนึ่ง...เขารู้สึกถึงความแตกต่าง จึงหลีกหนีโลกของเด็กทั่วไปด้วยการสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมาแทนที่ ไม่มีใครเข้าใจในความคิดของเขา ไม่มีใครยอมรับสิ่งที่เขาเป็น แม้แต่พ่อแม่ของเขาเองยังต่อต้านไปจนถึงตำหนิโลกจินตนาการสีหม่นอันสวยงามแล้วพยายามผลักดันลูกให้กลับสู่ความเป็นเด็กปกติ เพราะไม่มีใครอยากมีลูกเป็นบ้าในสายตาตนเองและคนอื่น

ในตอนท้ายของเรื่อง วินเซนต์ถูกลงโทษให้อยู่ในห้องเพียงลำพัง ก่อนที่จินตนาการจะพาเขาให้กลายร่างเป็นวินเซนต์ ไพรซ์ที่ถูกจองจำในความมืดกับภาพวาดภรรยาที่แขวนอยู่ ทันใดนั้นเขาก็เห็นสุนัขผีดิบของตนเอง ได้ยินเสียงเพรียกจากสุสานที่ฝังร่างของภรรยา เหล่าดวงวิญญาณร้ายที่ถูกเขาฆาตกรรมตามหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน

เขาเจอประตูที่จะหนีจากสถานการณ์ทั้งหลายที่ตามล่าเขา...แต่สุดท้ายเขาก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นด้วยลมหายใจรวยริน เอ่ยบทกวีจากนักเขียนคนโปรดของตนเองพร้อมกับนัยน์ตาที่ปิดสนิทปล่อยให้ร่างของเขาถูกกลืนกินจนไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความมืดดับเท่านั้น

ฉันไม่อาจรู้ว่าวินเซนต์สิ้นลมหายใจไปพร้อมกับเงามืดนั้นหรือไม่...ทว่าการล้มลงไปนอนคว้างอยู่กับพื้นพร้อมกับโลกจินตนาการอันตื่นเต้นที่เขาเสกสรรค์มาก็หายลับทำให้ฉันสังหรณ์ใจว่าเขาตายลงเสียแล้ว สิ้นใจจากโลกสวยงามของตนเองเพื่อกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ทุกคนต้องการให้เขาดำเนินชีวิตอยู่

...เขาเพียงตายแค่จินตนาการเดิมเพื่อไปสู่จินตนาการใหม่ หรือ ตายด้วยการถูกปิดกั้นจนความฝันทั้งหลายเหือดหายไปกลายเป็นชีวิตที่ติดกับดักในโลกแห่งความจริงที่ทุกสิ่งพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์

แต่ไม่ว่าเขาจะจากโลกความฝันอันสวยงามใบนั้นไปอย่างไรก็ตาม มันได้ก่อคำถามในใจขึ้นมาว่า...การที่ผู้ใหญ่หรือคนส่วนมากใช้ความคิดเห็นที่คนหมู่มากลงมติว่าคือความถูกต้อง คือความปกติ เป็นหลักในการทำลายจินตนาการสุดวิเศษของเด็กคนหนึ่งด้วยกลัวเขาจะกลายเป็นบ้า คือ สิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ

 

ผู้ใหญ่ตัดสินให้วินเซนต์บ้าทั้งที่ความเป็นจริงเขาเพียงแค่มีอิสรภาพทางความคิดที่กว้างไกลเกินใครจะหยั่งถึง

 

หากมองอีกแง่มุมหนึ่งวินเซนต์ก็เหมือนเด็กอัจฉริยะ

 

บ้ากับอัจฉริยะมีความหมายคาบเกี่ยวกันทว่าการบรรลุเป้าหมายทางความคิดจนเกิดเป็นรูปร่างสำเร็จเท่านั้นจึงจะถูกขนานนามว่า อัจฉริยะ

 

วินเซนต์อยู่ในขั้นบ้าเพียงเพราะเขายังไม่มีโอกาสเติบโตขึ้นมาทำตามความฝัน...จากความที่ยังอายุน้อยทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่าสิ่งที่วินเซนต์เป็นคือปัญหาใหญ่ สิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายใช้จัดการกับเด็กประหลาดที่กลายเป็นปัญหาด้วยการทำลายความมั่นใจในจินตนาการ ตอกย้ำให้ตระหนักถึงสถานะที่แท้จริงของตนเองในฐานะเด็กปกติคนหนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้เด็กมีสิทธิคิดโดยมีตนเองคอยรับฟังและเสนอแนะในบางส่วนที่เด็กคิด

 

หลังจากหนังสั้นเรื่องนี้จบลง...ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในใจอีกว่า

 

ระหว่างถูกเรียกว่าบ้าทั้งที่มีความคิดมหัศจรรย์เกินกว่าใครเพียงแต่หาโอกาสทำให้มันสำเร็จไม่ได้

 

กับคนที่มีความคิดสุดอัศจรรย์แต่ถูกบังคับให้หยุดคิดถึงมันเพื่อปรับสภาพมาเป็นคนปกติที่มีความคิดดาษดื่นเพื่อไม่ให้ถูกหาว่าเป็นบ้า...รูปแบบไหนที่น่าเศร้ามากกว่ากัน

 

ถึงแม้คำตอบที่ออกมาจะเป็นเช่นไร...ตราบใดที่มนุษย์ชื่นชมมนุษย์ด้วยกันยามเห็นผลสำเร็จแล้วเท่านั้น

 

คนบ้าที่คิดแล้วทำไม่สำเร็จ จะคิดเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำก็ หรือไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดและลงมือทำต่อไปก็ไม่ได้แตกต่างกัน

 

คนบ้า...หากคนปกติหยั่งถึงความล้ำลึกในความคิดของเขาไม่ได้

 คนบ้าก็ยังคงเป็นคนบ้าสำหรับคนอื่นอยู่ดี

 

edit @ 15 Feb 2009 01:17:46 by ม่านหมอก...

2009/Jan/30

 

 

 

 

 

 

 

สถานการณ์การหย่าร้างในโลกมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่าตัว...ความรักความผูกพันของสามีภรรยาในโลกยุคใหม่ดูเปราะบางเหลือกำลัง

 

ประเทศที่พัฒนาความเจริญไปไกลสุดกู่จนความสัมพันธ์ในครอบครัวจืดจางและห่างเหินอย่างประเทศญี่ปุ่นกลับมีวันน่ารักเพื่อสานสายใยคนในครอบครัวอย่างวันบอกรักภรรยาที่มีขึ้นในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี

 

ถึงกิจกรรมนี้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักและอัตราการหย่าร้างในประเทศญี่ปุ่นก็ยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปีโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่ฝ่ายหญิงมักเก็บความผิดหวังในการใช้ชีวิตคู่อันเย็นชากับฝ่ายชายมายาวนานมักเป็นฝ่ายยื่นเรื่องขอหย่า

 

แต่แล้ววันหนึ่งฝ่ายสามีเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจในภาระหลายอย่างที่ภรรยาของตนเองต้องแบกรับเอาไว้จนถึงกับจัดตั้งวันบอกรักภรรยาขึ้นมาโดยเฉพาะ

 

ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่การบอกรักเพียงวันเดียว หากแต่มีกฎที่สามีควรปฏิบัติด้วยความเต็มใจเช่น

 

- การกลับบ้านให้เร็วขึ้นเพื่อมาให้ทันทานอาหารเย็นกับคนในครอบครัว

- สบตากับภรรยาทุกครั้งที่พูดคุย

- หาโอกาสในการขอบคุณในที่สิ่งที่เธอทำ

- เรียกชื่อภรรยาแทนที่จะเรียกเธอแบบห้วนๆหรือกระแอมไอเป็นสัญญาณเหมือนก่อน

- เปิดอกบอกรักภรรยาของตนเองเหมือนเมื่อครั้งรักกันใหม่ๆ

 

อาการเขินคงกำเริบแต่การบอกรักภรรยาตนเองทั้งที่หน้าแดงก็ดูน่ารักและสร้างความปลาบปลื้มให้กับผู้เป็นภรรยาที่สามีใส่ใจในสิ่งที่ละเอียดอ่อนในความรู้สึกเช่นนี้

 

อย่าว่าแต่ภรรยาต้องการเลย มนุษย์ต้องการความเอาใจใส่และต้องการเป็นคนสำคัญเหมือนกันหมดเพราะมันเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีติดตัวมาอยู่แล้ว

 

ทว่าทุกวันนี้ดูเหมือนการให้ความสำคัญของคนในครอบครัวดูเหมือนจืดจางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสภาวะของโลกที่มนุษย์ต้องวิ่งตามให้ทันสิ่งที่เรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์ที่นำพาความเจริญทางวัตถมาสู่มนุษย์แต่ความเจริญทางจิตใจกลับถดถอยจนน่าตกใจ

 

ทำให้มนุษย์ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ติดอยู่ในวงจรสลดที่ชีวิตคิดแต่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเพียงอย่างเดียวคนอื่นมีความสำคัญแต่ลืมว่ายังมีครอบครัวที่ต้องให้ความสำคัญ เมื่อเวลาในการดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวลดน้อยลงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในครอบครัวจะไม่เฉยชาไปได้อย่างไร

 

ด้วยกิจกรรมเล็กๆแต่น่ารักเหลือเกินของผู้ชายชาวญี่ปุ่นทำให้ฉันหันกลับมามองย้อนว่าในทุกวันนี้เราได้ให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวมากเท่ากับการให้ความสำคัญกับคนอื่นหรือไม่

 

ในขณะที่เรากล้าบอกรักคนทั้งโลกแต่เรากลับกระดากใจที่จะบอกรักคนในครอบครัวของตัวเอง

 

และในเมื่อคนญี่ปุ่นจำนวนไม่กี่ร้อยเริ่มก่อตั้งวันสำคัญในการบอกรักภรรยาแล้ว

 

เราเองก็น่าหาโอกาสจัดตั้งวันสำคัญเพื่อบอกรักภรรยาไปจนถึงทุกคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน

 

โดยที่ไม่ต้องหาสมัครพรรคพวกจากที่ไหน ไม่ต้องหาวันใดเป็นพิเศษเพราะมันจะกลายเป็นธรรมเนียมว่าเราจะให้ความสำคัญกับใครสักคนเพราะมันเป็นวันนั้นแห่งชาติ เหมือนที่บางคนให้ความสนใจกับแม่แค่เฉพาะวันแม่

 

เพียงแค่ระลึกเสมอว่าทุกวันคือวันสำคัญ ทุกวันคือวันแห่งความเอาใจใส่ ทุกวันคือวันบอกรักทุกคนในครอบครัว

ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงประเทศที่มีวันน่ารักเช่นวันบอกรักภรรยาเหมือนญี่ปุ่น

 

แต่เราจะเหนือกว่าด้วยการที่ให้ประเทศไทยมีวันน่ารักเพื่อสร้างความรักต่อกันในครอบครัวตลอด 365 วัน

 

และคงดีมากถ้าหากทั่วโลกวัดความเจริญด้วยการเพิ่งอัตราความรักและความเอื้ออาทรในสังคมแทนการวัดความเจริญของประเทศด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แสนปวดหัว

 

วัดกันด้วยจำนวนความสุขเมื่อได้ยินคำสั้นๆว่า

 

...รักนะจ๊ะ...